รูปภาพชนิดของผ้า

ภาพบทความ: 

รูปภาพชนิดของผ้า

เอารูปผ้าชนิดต่างๆ ที่แปลไว้มาให้ดูกันค่ะ

(รูปภาพ)

1. Voile
2. Knitted cotton
3. Chambray
4. Ticking
5. Denim
6. Muslin
7. Cotton print
8. Flannelette (cotton flannel)
9. Stonewashed denim
10. Moleskin
11. Winceyette
12. Gingham
13. Zephyr (shirtings)

(รูปภาพ)

1. Damask
2. Muslin
3. Lace
4. Batiste
5. Jersey
6. Organdie
7. Indian cotton
8. Calico
9. Velvet
10. Pique/Broderie anglaise
11. Scrim
12. Hessian (Burlap)

ชนิดของผ้า

เนื้อหา นี้ได้แปลมาจากหนังสือเก่าชื่อ "The Practical Encyclopedia of Sewing" ค่ะ มีสิ่งน่าสนใจเยอะแยะ เลยนำมาให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้ได้ศึกษาไปพร้อมๆ กันค่ะ เพราะเราเองก็ยังศึกษาเรื่องนี้อยู่ เลยคิดว่าคนอื่นๆ ก็คงอยากจะรู้ด้วยนะ

ส่วนคำแปลก็เอามาจาก http://www.babylon.com/define/122/English-Thai-Dictionary.html ค่ะ

* Cotton (คัทตัน) = ผ้าฝ้าย

* Calico (แคลิโค) = ผ้าลายดอก , ผ้าฝ้ายขาว (คนอังกฤษใช้)

* Canvas (แคน'เวิส) = ผ้าใบ
* Crewelwork (ครูเวิลเวิร์ค) ผ้าปักลาย
* cheesecloth (Butter Muslin) = ผ้าฝ้ายหยาบและเบา,ผ้าห่อเนย
* chintz (ชินทฺซ) = สิ่งทอผ้าฝ้ายที่มีลายดอกขัดมัน
* corduroy (คอ'ดะรอย) = ผ้าริ้ว,ผ้าสักหลาดที่เป็นริ้ว , ผ้าลูกฟูก
* damask (แดมมัซค) = ผ้าแพรต่วน หรือ ผ้าทอยก
* denim (เดน'นัม) = ผ้าฝ้ายหยาบลายสอง
* drill (ดริล) = ผ้าลายสอง, ผ้าสีกากี
* flannelette (แฟล้นเลท)= ผ้าสักหลาด
* flannel (แฟลนเนิล) = ผ้าสักหลาดอ่อน,ผ้าสักหลาดไม่มีลาย,ชิ้นผ้าสักหลาด,flannels เนื้อผ้าด้านนอก(โดยเฉพาะกางเกง) ที่ทำด้วยผ้าสักหลาด. vi. สวมหรือปกคลุมด้วยผ้าสักหลาด,ถูด้วยผ้าสักหลาด
* voile (วอยลฺ) = ผ้าแก้ว หรือ สิ่งทอที่เป็นผ้าป่านทำด้วยขนสัตว์ไหม ใยสังเคราะห์และผ้าฝ้าย
* ticking (ทิค'คิง) = ผ้าฝ้ายเนื้อเหนียวที่มักทำเป็นผ้าปูที่นอนหรือปลอกหมอน
* muslin (มัซ'ลิน) = ผ้าฝ้ายชนิดต่างๆ,ผ้ามัสลิน
* stonewashed denim (สโตนวอชท์ เดนิม) = ผ้าสีซีดๆ เก่าๆ
* moleskin (โมลสกิน) = ผ้าขนตัวตุ่น หรือผ้าทอลายเฉียง
* gingham (จิง'แฮม) = ผ้าฝ้ายลายตาราง ตาหมากรุก
* zephyr (เศ็ฟเฟอร์) = ผ้าแพรบาง ๆ หรือผ้าสำหรับทำเชิ้ีต
(trick) อย่าสับสนกับ sapphire (นิล เป็นแร่อย่างเดียวกับทับทิม มรกตหรือพลอยที่มาจากแร่กะรุน)
* Hessian (burlap) (เฮสเซียน / เบอแล็พ) = ผ้าป่านหยาบ ใช้ทำถุง, ผ้ากระสอบ
* jersey (เจอซี) = เสื้อกีฬาขนสัตว์ , เสื้อยืดรัดรูปของสตรี
* lace (เลส) = {laced,lacing,laces} = ลูกไม้,ดิ้น,ดิ้นเงิน,ดิ้นทอง,สายถัก,สายรัดรองเท้า,สิ่งทอลายฉลุ
* organdie (ออร์'เกินดี) = สิ่งทอเนื้อละเอียดที่ทำด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้ามัสลิน,ผ้าแก้ว.
* pique (พีค) = ผ้าลายเนื้อนูน (ภาษาฝรั่งเศส) ,ผ้าพีเค
* scrim (สคริม) = ผ้าฝ้ายบางๆ หรือผ้าลินิน ใช้สำหรับทำผ้าม่าน หรือฉากกั้นโรงละคร
* Printed Cotton (พริ้นเท็ต คัทตัน) = ผ้าฝ้ายพิมพ์ลาย
* Terrycloth (Towelling) (เทอร์รี่โคลต / ทาวลิ่ง) = Terrycloth, terry cloth, terry towelling,
* terry, towelling คือผ้าที่มีห่วงคล้องใช้สำหรับซับน้ำ
* winceyette (วิทเซเย็ท) = ผ้าสักหราดมีขนทั้งสองด้าน

ตอน2

ชนิดของผ้า
ผ่าเป็นเครื่องอุปโภคที่จำเป็นอย่างหนึ่ง มีประโยชน์ต่อเราคือ ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และเป็นเครื่องประดับตกแต่งหรือของใช้ต่างๆ ผ้าเหล่านี้ผลิตมาจากเส้นใยชนิดต่างๆ ซึ่งหากจะแบ่งตามลักษณะที่มาของเส้นใย สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
เส้นใยธรรม๙ติ ได้แก่
- เส้นใยที่ได้จากพืช เช่น ฝ้ายลิน เป็นต้น
- เส้นใยที่ได้จากสัตว์ เช่น ไหม ขนสัตว์ เป็นต้น
- เส้นใยที่ได้จากแร่ เช่นใยหิน เป็นต้น
ใยประดิษฐ์ ได้แก่
- ใยกึ่งสังเคราะห์ หมายถึง การผลิตโดยการนำเส้นใยธรรมชาติมาผ่านกระบวนการทางเคมี เช่น ใยเรยอน อาซิ
เตท เป็นต้น
- ใยสังเคราะห์ หมายถึง เส้นใยที่ผลิตจากสารเคมีโดยตรง เช่น ไนลอน โพลี่เอสเตอร์ อะคลีลิค เป็นต้น

ผ้า ที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ และผ้าจากใยสังเคราะห์ โดยมากชนิดผ้าที่พบในท้องตลาดมักจะเป็นชื่อเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนผสมของเส้นใยหลายชนิด บางครั้งจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ว่ามีส่วนผสมของเส้นใยชนิดต่างๆที่ประกอบกัน อยู่ สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณสมบัติของผ้าแตกต่างกันออกไป รวมทั้งการดูแล รักษาก็จะต้องคำนึงถึงส่วนประกอบของเส้นใยผ้าดังกล่าวด้วย ในเบื้อง ต้นเราจึงควรมาทำความรู้จักกับผ้าที่นิยมใช้ทั่วๆไปกันก่อน
ผ้าลินิน (Linen) เป็นผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ ระบายความร้อนได้ดี ทนความร้อนสูง นิยมใช้เป็นผ้าม่าน, ผ้าเช็ดมือ รวมทั้งผ้าบุเครื่อง เรือน การทำความสะอาดเบื้องต้นควรซักมือ ใช้ความร้อนปานกลางถึงสูงในการรีด ไม่ควรใช้น้ำยาซักผ้าขาว
ผ้าไหม (Silk) จัดเป็นผ้าที่ได้จากเส้นใยธรรมชาติที่มีราคาแพง นิยมใช้เป็นผ้าบุหมอนอิง หรือตกแต่งส่วนที่ต้องการเน้นความหรูหรา สามารถซักมือได้ในน้ำอุ่นโดยม้วนกับผ้าขนหนูและซักด้วยแชมพูอ่อน ควรใช้ความร้อนปานกลางในการรีด และไม่ควรใช้น้ำยาซักผ้าขาว
ผ้าฝ้าย (Cotton) เป็นผ้าที่ได้จากเมล็ดฝ้าย มีการระบายความร้อน ได้ดี ค่อนข้างทนทาน สัมผัสสบาย นิยมใช้เป็นทั้งผ้าบุและผ้าม่าน การดูแลรักษาเบื้องต้นสามารถซักได้ทั้งมือและเครื่อง การรีดใช้ความร้อนปานกลาง
ผ้าขนสัตว์ (Wool) ให้ผิวสัมผัสที่แตกต่างจากผ้าชนิดอื่นๆมีความ หนาและให้ความอบอุ่น เนื่องจากความหนาและมีคุณสมบัติในด้านความ ทนทาน จึงมักใช้เป็นส่วนผสมกับเส้นใยอื่นๆทำเป็นผ้าบุเครื่องเรือน และ หมอนอิง รวมทั้งเป็นผ้าคลุมเตียงหรือส่วนตกแต่งที่ต้องการให้ดูแปลกตา ข้อควรระวังในการดูแลรักษาเบื้องต้นคือ ควรซักแห้งและควรให้ความ ระมัดระวัง เพราะผ้าขนสัตว์บางชนิดมักจะหด หากซักไม่ถูกวิธี
ผ้า อะครีลิก (Acrylic) เป็นผ้าใยสังเคราะห์ที่มักนิยมใช้เป็นส่วนผสม กับเส้นใยอื่นๆ เป็นผ้าม่านหรือผ้าม่านโปร่ง วิธีทำความสะอาด ควรซักมือ ส่วนการรีดควรใช้ไฟอ่อนเท่านั้น
ผ้าไนลอน (Nylon) เป็นผ้าใยสังเคราะห์ที่มีความทนทานและความ ยืดหยุ่นสูง สามารถซักได้ทั้งมือและเครื่อง รวมทั้งสามารถปั่นแห้งด้วย เครื่องได้ สำหรับผ้าขาวควรใช้น้ำยาซักผ้าขาวเป็นครั้งคราว เนื่องจาก เมื่อใช้นานๆ ผ้าจะกลายเป็นสีเหลืองได้
ผ้าเรยอน (Rayo) เป็นผ้าที่ทำจากเซลลูโลส มีหลายเกรด ไม่ทนความร้อน มักใช้เป็นผ้าม่านเนื่องจากทิ้งตัวและมีน้ำหนักดี ผ้ากำมะหยี่ ก็จัดเป็นผ้าเรยอนอีกชนิดหนึ่ง เรยอนปรกติซักได้ด้วยมือ แต่เนื่องจาก มีหลายเกรด จึงควรอ่านฉลากแนะนำสำหรับการดูแลรักษาให้ละเอียด
ผ้าสแป นเด็กซ์ (Spandex) เป็นผ้ายืดที่มีความยืดหยุ่นตัวสูง มัก จะคืนตัวเมื่อถูกยืด โดยทั่วไปซักได้ทั้งมือและเครื่อง การดูแลทำความสะอาดโซฟาและผ้าบุโดยทั่วไปให้สะอาดและดูใหม่เสมอ นอกเหนือจากการปัดหรือดูดฝุ่นเป็นประจำแล้ว การนำไปซัก หรือทำความสะอาดควรตรวจเช็คองค์ประกอบของผ้าตามฉลากที่แนบ มาเสมอ อักษรย่อที่มักระบุในแถบผ้าได้แก่ WS สามารถทำความสะอาด ได้ด้วยน้ำและสบู่หรือโฟม และซักแห้ง, W ควรใช้โฟมหรือสบู่อ่อนในการทำความสะอาดเท่านั้น, S ควรทำความสะอาดโดยใช้ผลิตภัณฑ์ซักแห้งเท่านั้น, X ไม่ควรใช้สารเคมีในการทำความสะอาด ควรใช้แปรง ปัดหรือดูดฝุ่นเท่านั้น
สำหรับ ม่านแบบ Roller blind ให้ทำความสะอาดด้วยผ้าที่ไม่มีไฟฟ้าสถิตชุบน้ำหมาดๆ เช็ดและผึ่งแดดให้แห้ง ก่อนนำกลับไปติดตั้งใช้งานตามเดิม
TIPS การขจัดรอยเปื้อนต่างๆ
‘ รอยเปื้อนจากชา, กาแฟ เช็ดให้ชุ่มด้วยโซดาหรือเซเว่นอัพ จากนั้นใช้กระดาษทิชชูซับจนคราบจางลง ก่อนนำไปซัก ส่วนในกรณีที่รอยเปื้อนแห้งแล้ว ให้นำไปแช่น้ำหรือทำให้เปียก แล้วให้หยดไฮโดรเจนเปอร์- ออกไซด์ 3% ทิ้งไว้สี่ชั่วโมงแล้วซับออก ถ้าคราบยังออกไม่หมดให้ทำซ้ำและทิ้งไว้ข้ามคืนก่อนนำไปซักน้ำ
‘ รอยเปื้อนจากเบียร์ ให้ซับเอาเบียร์ที่หกออกให้มากที่สุดก่อน และใช้
ผ้า ชุบน้ำเช็ดจนกว่าคราบจะจาง ส่วนกรณีที่รอยเปื้อนแห้งแล้ว ให้นำฟองน้ำชุบผงซักฟอกซับรอยเปื้อนออก ถ้ายังไม่ออกให้ใช้กรดแอซิติก 3% หรือน้ำส้มสายชูหยด แล้วซับออกด้วยผ้าหมาด
‘ รอยเปื้อนจากหมากฝรั่ง ให้นำน้ำแข็งมาถูกับบริเวณที่หมากฝรั่งติด จนหมากฝรั่งแข็งตัว จากนั้นใช้สันมีดขูดเอาหมากฝรั่งออก ส่วนรอยเหนียว สามารถขจัดออกได้ด้วยผงซักฟอกหรือผลิตภัณฑ์กำจัดคราบทั่วไป
‘ รอยอาเจียน ให้ซับรอยเปื้อนด้วยทิชชูออกให้มากที่สุดขณะยังเปียก จากนั้นให้ฉีดสารทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียเพื่อขจัดคราบโปรตีน แล้วจึงนำไปซักตามปรกติ

หลักการดูแลรักษาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย
เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายจะใช้ได้ทนทานและอยู่ในสภาพดีนั้น ผู้สวมใส่จะต้องรู้จักดูแลรักษาให้ถูกวิธีตามหลักการ ดังนี้
๑.ขณะสวมเสื้อผ้าต้องระมัดระวังไม่ให้เปรอะเปื้อนและการถูกของแหลมคมเกี่ยว
๒. เมื่อถอดเสื้อควรแขวนไว้กับไม้แขวนเสื้อ ไม่ควรแขวนไว้บนตะขอหรือตะปูเพราะจะทำให้เสื้อเสียรูปทรงและฉีกขาดได้ง่าย แต่ถ้าเป็นเสื้อกันหนาวไม่ควรแขวนทิ้งไว้ เพราะว่าจะทำให้เสื้อยืดเสียรูปทรง
๓.ในกระเป๋าเสื้อ ไม่ควรใส่ของที่หนักมาก เพราะจะทำให้กระเป๋าเสื้อเสียรูปทรงและฉีกขาดเร็ว
๔. เมื่อถอดเสื้อผ้าออกจากตัว ควรตรวจดูรอบเปื้อน ถ้าเสื้อถูกรอยเปื้อนให้รีบขจัดรอยเปื้อนในทันที เพราะว่ารอยเปื้อนใหม่จะทำความสะอาดได้ง่ายกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน
๕.หากพบว่าเสื้อผ้ามีส่วนที่ชำรุด ก่อนการนำไปทำความสะอาดควรซ่อมแซมให้เรียบร้อยเสียก่อน
๖.เมื่อประกอบอาหารหรือทำกิจกรรมอื่นๆที่อาจทำให้เสื้อผ้าเปื้อน ควรสวมผ้ากันเปื้อนทุกครั้ง
๗.ก่อนการซักผ้าให้แยกผ้าสีและผ้าขาว เพราะว่าผ้าแต่ล่ะชนิดมีคุณสมบัติต่างกัน ดังนั้นจึงควรแยกผ้าดังนี้
- ผ้าสีประเภทใยธรรมชาติ
- ผ้าสีประเภทใยสังเคราะห์
- ผ้าขาวประเภทใยธรรมชาติ
- ผ้าขาวประเภทใยสังเคราะห์
๘. เสื้อผ้าที่สวมแล้วและเปียกเหงื่อ ควรแขวนไว้ให้หมดเหงื่อ ดีกว่าการนำผ้าที่ใช้แล้วถอดใส่ตระกล้าทันที เพราะจะทำให้มีกลิ่นอับชื้นจากเหงื่อ ควรนำเสื้อผ้าที่ใช้แล้วแขวนในที่ที่ลมโกรก หรือแขวนผึ่งไว้ในที่อากาศปลอดโปร่งเพื่อให้เหงื่อแห้ง
๙.ถุงเท้าเมื่อสวมใส่แล้วต้องทำความสะอาดทุกครั้ง ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะมีกลิ่น ไม่ควรสวมใส่ซ้ำ เพราะว่าจะทำให้เกิดโรคผิวหนังได้
๑๐. เครื่องประกอบการแต่งกายควรทำความสะอาดอยู่เสมอ เช่นหมั่นซักรองเท้าผ้าใบ รองเท้าหนังควรเช็ดและขัดให้สะอาดสวยงาม เมื่อชำรุดต้องรีบซ่อมแซมเช่นเดียวกัน เพราะรองเท้าที่ชำรุดจะไม่เหมาะกับเสื้อผ้าที่สวยงาม เป็นต้น

เทคนิคในการแต่งตัว
เสื้อ
: เสื้อแขนกุด ไม่เหมาะกับคนอวบอ้วน
: เสื้อคอวี เหมาะกับคนที่ศีรษะโต หรือช่วงคอสั้น
: เสื้อลายทางยาวๆ ช่วยพรางหุ่นอวบอ้วนให้เพรียวขึ้น
: เสื้อเชิ้ต ช่วยให้ดูเป็นผู้หญิงทำงานที่ปราดเปรียวขึ้น
กระโปรง
: สะโพกใหญ่ ควรสวมกระโปรงยาวระดับหัวเข่า เข้ารูป ไม่ต้องบานนัก
: หน้าท้องยื่น ควรปิดด้วยกระโปรงเข้ม ทรงสอบๆ ตรงๆ
: เสริมช่วงขาให้ดูยาวขึ้น ด้วยกระโปรงสั้นๆ เหนือเข่า
: ขาเล็กเกินไป ไม่ควรสวมกระโปรงสอบๆ ควรนุ่งกระโปรงบานย้วย
กางเกง
: ถ้าอ้วนไม่ควรใส่กางเกงเอวรูด จะยิ่งดูอ้วนขึ้น
: อยากหุ่นเพรียว ควรใส่กางเกงเข้ารูป ไม่ใช่กางเกงหลวมโพร่ง
: ถ้าไม่มีก้น ควรเลือกกางเกงลายๆ และไม่รัดรูปนัก
: ต้องการพรางบั้นท้าย เลือกกางเกงที่มีกระเป๋าด้านหลัง

สัญลักษณ์สากลของป้ายสำหรับการดูแลรักษาเสื้อผ้า
........สัญลักษณ์สากลของป้ายสำหรับการดูแลรักษาเสื้อผ้ามีอยู่ 5 รูปแบบด้วยกันคือ
รูปอ่างสำหรับซัก แสดงกระบวนการซัก (โดยใช้มือหรือเครื่องซักผ้าก็ได้)
รูปสามเหลี่ยม แสดงกระบวนการฟอกขาวโดยใช้คลอรีน
รูปเตารีด แสดงกระบวนการรัดเสื้อผ้า
รูปวงกลม แสดงกระบวนการซักแห้ง
รูปวงกลมในสี่เหลี่ยม แสดงกระบวนการทำให้ผ้าแห้ง (หลังจากซักผ้า)
ถ้ามีเครื่องหมายกากบาท บนสัญลักษณ์ใด ๆ ก็ตามจะมีความหมายว่า ห้าม สำหรับคำขยายต่าง ๆ จะต้องสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
........ความหมายของสัญลักษณ์สากลของกระบวนการซัก
ซักผ้าฝ้าย (ไม่มีขีดด้านล่าง) หมายถึง กระบวนการซักผ้าด้วยเครื่องแบบปกติและกระบวนการปั่นผ้าให้แห้งแบบปกติ
ซักผ้าใยสังเคราะห ์(มีขีดหนึ่งขีด) หมายถึง กระบวนการซักผ้าแบบระมัดระวัง และกระบวนการปั่นผ้าให้แห้งแบบระมัดระวัง
ซักผ้าใยขนสัตว์ (มีขีดสองขีด) หมายถึง กระบวนการซักผ้าและปั่นแห้ง ที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง
.............สัญลักษณ์เหล่านี้จะต้องประกอบด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการซักผ้า
ซักผ้าฝ้ายสีขาวและผ้าลินินสีขาว (ปราศจากการตกแต่งชนิดอื่น ๆ
ซักผ้าลินิน หรือ วิสโคส (ปราศจากการตกแต่งชนิดอื่น ๆ ) เมื่อสีที่ย้อมทนทานได้ ณ.อุณภูมิ 60'C
ซักผ้าไนลอน ผ้าใยผสมฝ้ายกับพอลิเอสเตอร์ ผ้าฝ้าย หรือผ้าวิสโคส ที่มีการตกแต่งพิเศษ
ผ้าใยผสมฝ้ายกับอะไครลิก ซักผ้าฝ้าย ลินิน หรือวิสโคส เมื่อสีที่ย้อมทนทานได้ ณ อุณภูมิ 40'c แต่ไม่ใช่ 60' c
ซักผ้าอะไครลิก ผ้าอะซิเตด ผ้าไตอะซิเตด รวมถึงผ้าใยอื่น ๆ ที่นำมาผสมกับใยขนสัตว์ ผ้าใยผสมกับโพลิเอสเตอร์ กับขนสัตว์
ซักผ้าขนสัตว์ ผ้าใยผสมขนสัตว์กับใยไหม
ห้ามซักเครื่องซักผ้า (ซักด้วยมือแทน)
........... ความหมายของสัญลักษณ์สากลของกระบวนการฟอกขาว
โดยใช้คลอรีน คำว่า CL ที่ปรากฏภายในสัญลักษณ์สามเหลี่ยมแสดงให้ทราบ
............สามารถจะใช้สารฟอกขาว ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ สำหรับตัวอักษรอื่น ๆ จะแสดงให้ทราบว่าใช้สารฟอกขาว ตัวอื่น ๆ ได้
อาจจะใช้สารฟอกขาวที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบได้
ห้ามใช้สารฟอกขาวที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ
.........ความหมายของสัญลักษณ์สากลของกระบวนการีดผ้า
อุณหภูมิ ชนิดของผ้าชนิดของผ้า คำที่อาจจะใช้แทนสัญลักษณ์
200'C ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าวิสโคส Hot iron
150'C ผ้าใยผสมโพลิเอสเตอร์ ผ้าขนสัตว์ Warm iron
110'C ผ้าอะไครลิก ผ้าไนลอน ผ้า อะซิเตด ผ้าโพลิเอสเตอร์ Cool iron
ห้ามรีดด้วยเตารีด เพราะจะทำให้เส้นใยถูกทำลายได้ Do not iron
............ความหมายของสัญลักษณ์สากลของกระบวนการซักแห้ง
สัญลักษณ์รูปวงกลมนี้จะต้องมีตัวอักษรอยู่ภายใน ทุกครั้งเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า.เสื้อผ้าสำเร็จรูปชิ้นดังกล่าวจะต้องซักแห้ง
เสื้อผ้าสำเร็จรูปนี้สามารถจะซักแห้งได้ในตัวทำละลายทุกชนิด
เสื้อผ้าสำเร็จรูปนี้สามารถจะซักแห้งใน เปอร์คลอโรเอทธีลีน ตัวทำละลาย R113 น้ำมันก๊าด และตัวทำละลาย R11
เสื้อผ้าสำเร็จรูปนี้จะมีความว่องไวกับตัวทำละลายที่กล่าวไว้ในสัญลักษณ์ ตัวที่สอง (P) แต่จะต้องระมัดระวังการเติมน้ำในการซัก
ห้ามซักแห้งโดยเด็ดขาด
..........ความหมายของสัญลักษณ์สากลของกระบวนการทำให้แห้ง
ผ้าจำนวนมากมายหลายชนิดสามารถจะทำให้แห้งโดยใช้เครื่องอบผ้าได้
อบผ้าด้วยเครื่องรบความร้อนสูง
อบผ้าด้วยความร้อนต่ำ
ห้ามอบผ้าด้วยเครื่องอบแห้ง

การทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย
วิธี การทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายจะสวยงามคงสภาพได้ยาวนานถ้าเรารู้จักดูแลรักษา รู้จักใช้วัสดุเพื่อการซักฟอกอย่างถูกวิธี ดังนี้
๒.๑.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลรักษาเสื้อผ้า
ผลิตภัณฑ์ ในการทำความสะอาดมีหลายชนิด เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก สารฟอกขาว น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีมากมายหลายยี่ห้อ เมื่อเลือกใช้ควรศึกษาคำอธิบายจากฉลากข้างกล่องให้เข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะ นำนั้น ซึ่งในบางครั้งต้องทดลองใช้จึงจะสามารถวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภันฑ์นั้นๆได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ซักฟอกที่นิยมใช้ มีดังนี้
๑).สารซักฟอก สารซักฟอกที่เป็นทั้งผงและเป็นน้ำ ได้แก่ ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ใช้สำหรับซักผ้าหรือทำความสะอาดอื่นๆ มีขายอยู่ทั่วไปทั้งชนิดเป็นผงและเป็นน้ำ ก่อนการเลือกใช้ควรศึกษาฉลากข้างกล่องก่อน และปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน และช่วยให้เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ทำความสะอาดคงสภาพเดิมไม่เสียหาย
๒). สารปรับผ้านุ่ม สารปรับผ้านุ่มเป็นสารที่มีส่วนผสมของน้ำมันช่วยเคลือบผืนผ้า ลดความกระด้างของผ้า และช่วยลดการดูดซึมของน้ำ ควรใช้เมื่อจำเป็นหรือนานๆครั้งหรือหลังจากการซักทุก๒-๓ครั้ง
๓).สารฆ่าเชื้อโรค นิยมนำมาทำความสะอาดเสื้อผ้า เช่น น้ำมันสน สารฟอกขาว คลอรีน นิยมใช้ซักผ้าในห้องน้ำ ซักผ้าผู้ป่วยเป็นต้น
๔). สารเพิ่มความขาวและสดใสของผ้า สารเพิ่มความสดใสของผ้าในสารซักฟอกส่วนมากจะใส่สารนี้ไว้ แต่ถ้าเป็นผ้าที่เราต้องการให้ดูสดใสยิ่งขึ้น ให้ใช้ครามซึ่งเป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่ช่วยเพิ่มความสดใสของผ้าขาวและมีขายอยู่ทั่วไป โดยนำครามไปผสมกับน้ำสุดท้ายเวลาซัก
๕).สารตกแต่งผ้าให้แข็ง นิยมใช้กับผ้าที่ต้องการความคงรูป เช่นผ้าฝ้าย ผ้าไหม โดยการลงแป้งหรือเยลลี่หลังการซักผ้าน้ำสุดท้าย หรืออาจใช้แป้งสเปรย์สำเร็จรูปฉีดก่อนการรีดผ้า เมื่อรีดเสร็จแล้วนำผ้ามาฉีดด้วยสเปรย์จะแข็งเรียบ สวยงาม เหมือนผ้าที่ลงแป้ง
๖)สารกำจัดร้อยเปื้อน สำหรับสารกำจัดรอยเปื้อนนั้น ไม่มีสารชนิดใดที่สามารถกำจัดรอยเปื้อนได้ทุกชนิด และสารบางชนิดจะทำลายเนื้อผ้า เช่น สารประเภทกรด จะทำลายผ้าที่ท้อจากใยพืช ดังนั้น ในการใช้สารกำจัดรอยเปื้อน ควรรู้จักคุณสมบัติของสารชนิดนั้นเพื่อการเลือกใช้อย่างเหมาะสม
๑.ด่าง และกรด เป็นสารกำจัดร้อยเปื้อนที่ควรนำมาใช้ในเฉพาะที่ เป็นสารละลายอย่างอ่อน เช่น น้ำส้มสายชู ด่างอย่างอ่อน เช่น โซดาไบคาร์บอเนต แอมโมเนีย ซึ่งในการทำความสะอาดด้วยกรดและด่างนั้น เมือทำความสะอาดเสร็จแล้วจะต้องนำผ้าไปซักให้สะอาดทุกครั้ง
๒.สารฟอกขาว สารฟอกขาวที่นำมากำจัดรอยเปื้อนมีอยู่หลายชนิด เวลาใช้ต้องระมัดระวังเพื่อไม่ให้สารเหล่านี้ทำลายเนื้อผ้า สารฟอกขาวที่ใช้กำจัดรอยเปื้อน มีดังนี้
(๑) สารฟอกขาวคลอรีน หรือโซเดียมไฮเปอร์คลอไรค์ เป็นสารฟอกขาวที่ใช้กันทั่วไปมักใช้กับผ้าฝ้าย ลินิน ไม่ควรใช้กับผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ เมื่อใช้อย่าทิ้งไว้นาน ควรรีบล้างออกด้วยน้ำแล้วหยดกรดออกซาลิกลงไปที่รอยเปื้อน เพื่อทำให้คลอรีนซึ่งเป็นด่างเกิดความเป็นกลางก่อนนำผ้าไปซักทั้งคืน
(๒) โซเดียมเปอร์บอเรตและกรดออกซาลิก เป็นสารที่ใช้กำจัดรอยเปื้อนของสนิมเหล็กและหมึกได้ดี สารฟอกขาวชนิดนี้จัดว่ามีอันตรายน้อยที่สุด แต่ต้องระวังการทำปฎิกิริยากับสีย้อมผ้า และไม่ควรใช้กรดออกซาลิกกับผ้าไหม
(๓) โซเดียมไฮโดรซัลไฟล์ เป็นสารกำจัดรอยเปื้อนของรา หมึก สนิมเหล็ก น้ำผลไม้สีโดยใช้โซเดียมไฮโดรซัลไฟล์ ๑ ช้อนชา ผสมกับน้ำ ๑แก้ว แล้วให้รีบล้างออก และไม่ควรใช้สารนี้กับผ้าไหม
(๔) ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เป็นสารฟอกขาวชนิดอ่อน และสารนี้จะใช้ได้ดีเมื้อใช้แอมโมเนียผสม สามารถใช้ได้กับผ้าทุกชนิด
๓. สารละลาย สารกำจัดรอยเปื้อนประเภทสารละลาย ได้แก่ น้ำมันสน เบนซิน อีเทอร์ โรเอทีลีน และแอลกอฮอล์ ใช้สำหรับกำจัดรอยเปื้อนประเภทที่มีส่วนผสมของน้ำมันและไขมันเวลาใช้ควรใช้ สำลีชุบและทดลองเช็ดด้านในของผ้าก่อน เช่น ตะเข็บ แนว พับ เป็นต้น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อเนื้อผ้าจึงค่อยทำการเช็ดรอยเปื้อนนั้น
๒.๒ วิธีการกำจัดรอยเปื้อน
การ กำจัดรอยเปื้อนเป็นการทำผ้าให้สะอาดโดยเฉพาะผ้าที่สกปรกหรือเปื้อนเฉพาะที่ ให้สะอาดก่อนการซัก สำหรับการลบรอยเปื้อนควรพิจราณาว่ารอยเปื้อนนั้นเป็นรอยเปื้อนที่เกิดจาก อะไรและควรเลือกใช้สารให้ถูกต้องตามชนิดของรอยเปื้อนนั้นๆ นอกจากนี้ การลบรอยเปื้อนนั้นควรคำนึงถึงชนิดของผ้าเพราะว่าเสื้อผ้าบางชนิดเมื่อถูก สารเคมี อาจทำให้เนื้อผ้าเสียหายหรือขาดได้ ในขั้นแรกควรทดสอบกับผ้าส่วนที่อยู่ด้านในก่อน เช่น ตะเข็บ รอยพับ เมื่อแน่ใจว่าสารลบรอยเปื้อนที่ใช้ไม่ทำให้ผ้าเสียหาย จงลงมือปฏิบัติลบรอยเปื้อนนั้น โดยการทำอย่างเบาๆ และใช้สารอย่างเจือจางหลายครั้งดีกว่าการทำครั้งเดียว และควรทำอย่างระมัดระวัง รอยเปื้อนที่พบเห็นกันอยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้
๑)รอยเปื้อนหมึกดำ ถ้าเป็นรอยเปื้อนใหม่ๆ ให้ขยี้ในน้ำผสมสารซักฟอก ถ้ายังมีรอยเปื้อนตกค้างอยู่ให้ใช้กรดออกซาลิกผสมน้ำ หรือใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยแช่เฉพาะส่วนที่เปื้อน บีบมะนาวลงไปให้ชุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ ๒ นาที และนำไปผึ่งแดดประมาณ ๓ ชั่วโมง แล้วจึงนำไปซักตามวิธีปกติ
๒)รอยเปื้อนลิปสติก เช็ดด้วยคาร์บอนเตตราคลอไรด์ โดยกลับเอาด้านในออกด้านล่างรองด้วยผ้าฝ้ายซึมน้ำได้ดี และเช็ดทางด้านผิด แล้วนำไปซัก ด้วยน้ำร้อนผสมผงซักฟอก
๓)รอยเปื้อนชา กาแฟ ถ้ารอยเปื้อนยังไม่แห้ง ให้นำแป้งข้าวจ้าว แป้งข้าวเหนียวหรือแป้งฝุ่นโรยลงบนรอยเปื้อน เพื่อให้แป้งดูดซับรอยเปื้อนและทิ้งไว้ให้แห้ง ใช้แป้งปัดแป้งออกแล้วนำไปซักด้วยสารซักฟอกตามปกติหรือถ้าเป็นผ้าไหมหรือขน สัตว์ ให้เช็ดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็ได้
๔)รอยเปื้อนเลือด ถ้าเป็นผ้าฝ้ายหรือลินินให้แช่น้ำ และใช้แอมโมเนียเจือจางเช็ดแล้วนำไปซัก หรือใช้แป้งมันผสมน้ำให้เข้มเหมือนแป้งเปียก ทาตรงส่วนรอยเปื้อน ทิ้งไว้ประมาณ ๔ ชั่วโมง แป้งมันจะทำหน้าที่ดูดซับรอบเปื้อน และนำไปซักตามปกติ
๕)รอยเปื้อนหมากฝรั่ง ให้ใช้น้ำแข็งถูให้หมากฝรั่งจับตัว และใช้สันมีดขูดออก แล้วเช็ดด้วยสารละลายเปอร์คลอโรเอทิลีนหรือคาร์บอนเตตราคลอไรด์ หรือสารละลายอื่น
๖)รอยเปื้อนน้ำผลไม้ กำจัดรอยเปื้อนด้วยสารฟอกขาวไฮเปอร์คลอไรด์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือแช่ในน้ำร้อนแล้วซักด้วยสารซักฟอกตามปกติ
๗)รอยเปื้อนน้ำมัน เช็ดออกด้วยเปอร์คลอโรเอทิลีนและซักในน้ำสบู่ หรือสารละลายอื่น หรือใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าฝ้ายที่ดูดซึมน้ำได้ดีรองด้านล่าง แล้วเทคาร์บอนเตตราคลอไรด์ลงไปที่รอยเปื้อนแล้วเช็ดด้วยสำลีหรือผ้าแห้ง และนำไปซักกับน้ำอุ่นที่ผมสารซักฟอก
๘)รอยเปื้อนไอศกครีม ให้เช็ดออกด้วยแอลกอฮอล์หรือต้มในน้ำผสมสารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต หรือนำไปซักในน้ำอุ่นผสมด้วยผงซักฟอก ถ้ายังเช็ดไม่หมดให้ใช้คาร์บอนเตตราคลอไรด์
๙)รา ใช้ผงชอล์กละลายน้ำทิ้งไว้ แล้วนำไปซักโดยวิธีปกติ หรือเช็ดออกด้วยสารฟอกขาวไฮเปอร์คลอไรด์
๑๐)นม ครีม เช็ดออกด้วยสารฟอกขาวไฮเปอร์คลอไรด์ และซักในน้ำอุ่นผสมสารซักฟอก
๑๑)ยางผลไม้ ให้ใช้สารส้มถูบริเวณรอยเปื้อน และนำไปซักด้วยสารซักฟอก
๒.๓) การซักผ้า
การซักเป็นการทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกจากเสื้อผ้า สำหรับการซักผ้าให้ถูกวิธีควรปฎิบัติตามดังนี้
๑. ก่อนการซักผ้า ให้ล้วงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทุกตัว หากมีวัตถุสิ่งของตกค้างอยู่ให้เอาออกจากกระเป๋า หากมีเสื้อที่ชำรุดให้แยกออก และทำการซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนนำไปซัก
๒. แยกผ้าขาว ผ้าสี ออกจากกัน เสื้อเด็กและเสื้อผู้ใหญ่ควรแยกซัก เพราะเสื้อเด็กสกปรกมากกว่าเสื้อผู้ใหญ่
๓. นำน้ำเปล่าผสมสารซักฟอกอย่างอ่อนใส่กะละมัง แช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที โดยแยกระหว่างผ้าสีและผ้าขาว เพื่อให้น้ำผสมสารซักฟอกซึมเข้าไปในเนื้อผ้าและใยผ้าคายความสกปรกออกมา ในการแช่ผ้าไม่ควรนำกางเกงใน ถุงเท้า แช่ปนกับเสื้อ
๔. ขยี้หรือแปรงเสื้อผ้าให้ทั่ว ส่วนที่สกปรกมากได้แก่ ปกเสื้อ ส่วนพับปลายแขน ขอบกางเกง ปากกระเป๋าให้แปรงขยี้จนสะอาด
๕. บีบผ้าเอาน้ำสารซักฟอกออกมาควรบิดผ้าแรงๆ
๖. ซักผ้าที่แปรงแล้ว ๓-๔ ครั้ง จนหมดน้ำสารซักฟอก
ในปัจจุบันการซักผ้าสามารถทำได้ ๒ วิธี คือ ซักด้วยมือและซักด้วยเครื่องซักผ้า โดยมีวิธีการซักที่แตกต่างกันดังนี้
๑) การซักผ้าด้วยมือ เป็นการซักผ้าที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม เป็นวิธีซักผ้าที่ต้องออกแรงขยี้หรือแปรงผ้าที่ซัก เหมาะสำหรับผ้าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษหรือผ้าที่สกปรกมาก แต่วิธีนี้ใช้เวลา แรงงานมากกว่าซักด้วยเครื่องซักผ้าซึ่งข้อดีของการซักผ้าด้วยมือ คือ สามารถทำความสะอาดเฉพาะส่วนได้ดี สำหรับเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการซักผ้าโดยทั่วไปแล้วในการซักผ้าด้วมือจะ ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ดังนี้
๑.ถังหรืออ่างสำหรับแช่และซักผ้าอย่างน้อย ๒ ใบ
๒.แปรงซักผ้า ใช้แปรงผ้าในส่วนที่สกปรกมาก เช่น ปกเสื้อ ขอบแขน เป็นต้น
๓.กระดานแปรงผ้า ให้ใช้คู่กับแปรงสำหรับรองผ้าขณะแปรงผ้า
๔.สารซักฟอก ได้แก่ ผงซักฟอก สบู่ และสารฟอกขาวใช้ซักผ้าโดยสารฟอกขาวจะใช้ในกรณีซักผ้าขาว หรือผ้า

๕.สารแต่งผ้า ได้แก่ คราม แป้งลงผ้า เยลลี่
- คราม ใช้สำหรับแต่งสีผ้าขาวให้สดใส ทำได้โดยนำครามละลายกับน้ำ และนำผ้าที่ซักสะอาดแล้วไปแช่และขยำในน้ำครามให้ทั่ว บิดและนำไปตาก
- แป้งลงผ้า ใช้สำหรับลงผ้าให้มีความคงรูป ใช้ได้ทั้งผ้าสีและผ้าขาวโดยทั่วไปแล้วจะใช้กับผ้าฝ้าย ผ้าไหม โดยใช้แป้งมันสำปะหลังต้มกับน้ำ พอน้ำแป้งสุกจะมีลักษณะข้นใส และก่อนที่จะนำไปลงผ้าควรกรองน้ำแป้งด้วยผ้าขาวบาง เพื่อนำเศษฝุ่นละอองและแป้งที่จับเป็นลูกออกจากน้ำแป้ง น้ำแป้งไม่ควรให้ข้นมาก พอแป้งสุกให้นำมาผสมน้ำคนให้ทั่ว แล้วนำผ้าลงแช่ให้ทั่ว จึงบิดและนำไปตาก
- เยลลี่ลงผ้า ใช้สำหรับตกแต่งผ้าให้คงรูปเช่นกัน มีขายอยู่ทั่วไปมีบักลักษณะเป็นแผ่นบางเป็นเส้น วิธีการแต่งผ้าให้นำไปต้มผสมกับน้ำและกรองเช่นเดียวกับแป้งลงผ้า
๒) การซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า การซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าในปัจจุบันนิยมกันมาก เพราะว่าช่วยประหยัดเวลาและพลังงาน มีอยู่หลายรูปแบบ เหมาะสำหรับผ้าที่ไม่พิถีพิถันในการซักหรือผ้าที่สกปรกมาก แต่ถ้าต้องการซักผ้าที่สกปรกมากให้สะอาด ก่อนการใช้เครื่องซักผ้าควรแปรงหรือขยี้ผ้าด้วยมือ หรือทาด้วยน้ำยาขจัดรอยเปื้อน เฉพาะส่วนที่สกปรกมาก เช่น ปก ปลายแขน เป็นต้น การใช้เครื่องซักผ้าต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาด และจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าได้ยาวนาน สำหรับวิธีการในการซักผ้าควรปฎิบัติดังนี้
๑. ก่อนการซักผ้า ให้ตรวจดูกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงทุกตัว หากมีวัตถุสิ่งของตกค้างอยู่ให้เอาออก
๒. กลับเสื้อผ้าทุกตัวโดยเอาด้านในออกก่อนการซักผ้า
๓. เพื่อให้ผ้าสะอาดอย่างทั่วถึงควรทำความสะอาดด้วยมือ หรือผสมสารซักฟอกเฉพาะที่ก่อนการซักด้วยเครื่อง
เช่น ปกเสื้อ ขอบปลายแขนเสื้อ เป็นต้น
๔. นำผ้าใส่ลงในเครื่องซักผ้าตามขนาดละความจุ หรือน้ำหนักที่บอกรายละเอียดไว้
๕. นำสารซักฟอกและสารอื่นๆ ใส่ในเครื่องซักผ้า ตามข้อแนะนำของเครื่องซักผ้าแต่ละชนิด
๖. เพื่อให้เสื้อผ้าสะอาดยิ่งขึ้น ควรแช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที เช่นเดียวกันกับการซักด้วยมือ
๗. ตั้งรายการซักผ้าตามคำแนะนำของเครื่องซักผ้า
๘. เมื่อซักเสร็จแล้ว ให้นำผ้าออกจากเครื่องซักผ้า
๓) การซักผ้าขาว ในการซักผ้าขาวควรแยกซักแบบผ้าสีเพราะว่าถ้าซักรวมกันกับผ้าสีจะทำให้ผ้า ขาวสีหมองคล้ำ หรือมีสีด่างดำจากสีของผ้าสีได้ ซึ่งในการซักควรปฎิบัติดังนี้
๑. นำน้ำเปล่าหรือน้ำผสมผงซักฟอกอ่อนๆใส่กะละมัง แช่ทิ้งไว้ประมาณ๑๕-๒๐ นาที
๒. ศึกษาคุณสมบัติของผ้าก่อนทำการซัก ผ้าบางชนิดผสมใยสังเคราะห์ เมื่อถูกสารฟอกขาวจะเปลี่ยนจากสีขาว
เป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน ผ้าบางชนิดเมื่อขยี้แรงๆหรือถูไปมาแรงๆเนื้อผ้าจะเสียรูปทรงดังนั้น ควรทดลอง
โดยใส่เศษผ้าหรือหากไม่มีก็ทดลองโดยใช้เสื้อผ้าส่วนที่มองเห็นไม่ชัดเจนเมื่อสวมใส่เช่นใต้วงแขน สาบเสื้อ
ด้านใน เป็นต้น
๓. สำหรับเสื้อผ้าที่สามารถแปรงได้ ให้ใช้แปรงเบาๆหลายครั้งในส่วนที่สกปรกมากให้ทั่ว ถ้าเป็นเสื้อเชิ้ตผู้ชายควรใช้วิธีแปรง ถ้าใช้วิธีขยี้จะทำให้ปกเสื้อเสียรูปทรง และในการแปรงผ้าถ้าแปรงแรงมากจะทำให้ผ้าขาดง่ายและเสียรูปทรง ส่วนผ้าที่เนื้อบางให้ใช้วิธีขยำ ถ้าจำเป็นต้องขยี้จะต้องขยี้ให้เบามือที่สุด
๔. เมื่อซักสะอาดโดยการซักให้หมดสารซักฟอกแล้ว จึงลงสารแต่งผ้าตามต้องการและนำไปตากแดดโดยกลับเอาด้านในออก
๔)การซักผ้าสี ควรปฏิบัติดังนี้
๑. เพื่อป้องกันสีตกและทำให้ผ้ามีสีสดใสขึ้น ให้นำน้ำเปล่าผสมเกลือ คนให้เกลือละลาย และนำผ้าลงแช่
ประมาณ๑ชั่วโมงโดยใช้น้ำประมาณ๔ลิตร ต่อเกลือ๑ช้อนโต๊ะ
๒. นำผ้าไปแช่ในน้ำผสมสารซักฟอกอ่อนๆในกะละมัง แช่ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที
๓. ซักวิธีเดียวกันกับการซักผ้าขาว แต่ไม่ต้องลงคราม ส่วนการตกแต่งผ้าให้แข็งก็สามารถทำได้ตามต้องการ
๔. การตากผ้าสี ไม่ควรตากแดดจัด เพราะจะทำให้ผ้าสีซีดเร็ว ควรตากในที่ลมโกรกหรือที่มีแดดรำไร และกลับ
เอาผ้าด้านในออกเช่นเดียวกัน

การดูแลรักษาเครื่องประกอบการแต่งกาย
เครื่อง ประกอบการแต่งกายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราสวมใส่เสื้อผ้าได้สวยงามยิ่ง ขึ้น จึงควรดูแลรักษาเพื่อช่วยให้อายุการใช้งานยาวนาน เครื่องประกอบการแต่งกายมีอยู่หลายชนิด ที่นิยมใช้กันทั่วไป มีดังนี้
๑)รองเท้าหนัง มีวิธีการดูแลรักษาดังนี้
๑.ทำความสะอาดรองเท้าที่สวมใส่ โดยปัดฝุ่นหลังการใช้งานทุกครั้ง และวางผึ่งลมไว้ให้กลิ่นเหงื่อแห้งและจัด
เก็บเข้าที่
๒.ถ้ารองเท้าเปื้อนโคลนต้องทิ้งไว้ให้แห้งแล้วจึงค่อยแกะออก และเช็ดด้วยผ้าชื้น ทิ้งไว้ให้แห้ง
๓.ระวังอย่าให้รองเท้าเปียกน้ำ เพราะว่าจะทำให้หนังเสื่อมคุณภาพ ถ้าเป็นรองเท้าหุ้มส้นควรระมัดระวังส้นเสีย
รูป ไม่ควรเหยียบทับส้น
๔.ขัดรองเท้าด้วยน้ำยาขัดและนำไปตากแดดทุกสัปดาห์
๒) รองเท้าผ้าใบ เป็นรองเท้าที่นิยมใช้กันทั่วไป มีหลายรูปแบบและมีหลากสีให้เลือกใช้ เช่นรองเท้าเล่นกีฬา รองเท้าใส่ไปเที่ยว รองเท้านักเรียน เป็นต้น มีหลักการดูแลรักษา ดังนี้
๑.เมื่อใช้แล้ววางผึ่งไว้ให้กลิ่นเหงื่อแห้ง ไม่จักเก็บในขณะชื้น เพราะจะทำให้มีกลิ่นอับ
๒.ถ้ารองเท้าเปื้อนโคลน ควรทิ้งไว้ให้แห้ง แกะโคลนออกแล้วนำไปซักในน้ำผสมสารซักฟอก ขัดด้วยแปรง
๓.ทำความสะอาดทุกสัปดาห์ด้วยน้ำผสมสารซักฟอกและใช้แปรงขนอ่อนขัดให้ทั่ว
๔.นำรองเท้าที่ซักไปตากแดด โดยใช้กระดาษทิชชูสีขาวปิดทับรองเท้าให้ทั่ว เพื่อป้องกันการเป็นรอยด่าง
๓)เข็มขัด มีวิธีการดูแลรักษาดังนี้
๑. เมื่อใช้แล้วให้เก็บโดยแขวนตรงส่วนหัวเข็มขัดกับตะขอแขวนไม่ควรวางสายเข็มขัดพาดกับราว หรือเกี่ยว
สายเข็มขัดกับตะขอ ซึ่งจะทำให้เข็มขัดเสียรูปทรง
๒. ถ้าเป็นเข็มขัดหนัง ให้ใช้แปรงปัดฝุ่น และขัดด้วยน้ำยาขัดเป็นครั้งคราว
๓. ถ้าเป็นเข็มขัดผ้าใบ ควรนำไปซักและตากให้แห้ง ม้วนเก็บในถุงพลาสติก จะทำให้สีไม่ซีด ไม่เก่าเร็ว
๔. ถ้าเป็นเข็มขัดเงินควรทำความสะอาดเป็นครั้งคราวด้วยน้ำสบู่หรือขัดด้วยน้ำมะนาว หรือแช่ในน้ำสบู่กรด
เมื่อใช้เสร็จแล้วจะต้องเก็บในถุงพลาสติกเพื่อป้องกันการเปลี่ยนสี
๔)เครื่องประดับ ได้แก่สร้อยคอ เข็มกลัด ตุ้มหู ซึ่งทำจากวัสดุหลายชนิดควรทำการดูแลรักษาจัดเก็บดังนี้
๑.การใส่กล่องเป็นหมวดหมู่ เช่น กล่องตุ้มหู กล่องเข็มกลัด เป็นต้น
๒. ไม่วางทับกันโดยไม่มีวัสดุหรือผ้าห่อหุ้ม เพราะว่าจะทำให้เป็นรอยขีดข่วนได้
๓. เครื่องประดับที่เป็นเครื่องเงินควรจัดเก็บโดยห่อด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันการทำปฏิกิริยากับอากาศ ส่วนวิธี
การทำความสะอาดให้ใช้วิธีเดียวกันกับเข็มขัดเงิน
๔. ตุ้มหู ควรจัดเก็บเป็นคู่ไว้ด้วยกัน อาจจะห่อด้วยสำลี ผ้านุ่ม หรือบรรจุกล่องเฉพาะ
๕. สร้อยคอควรจัดเก็บบรรจุกล่อง
๖. ทำความสะอาดโดยใช้ผ้านุ่มเช็ดเบาๆ

การทำให้ผ้าแห้ง
สำหรับการทำผ้าให้แห้ง ควรดูแลระวังรักษาไม่ให้ผ้าที่แห้งนั้นเสื่อมสภาพ โดยการทำผ้าให้แห้ง
การ ตากผ้าเป็นวิธีทำให้ผ้าแห้ง โดยการนำผ้าเปียกหรือผ้าเปียกหรือผ้าที่ซักเสร็จแล้ว ไปผึ่งไว้บนราวตากผ้า ซึ่งอาจจะเป็นที่ร่มหรือกลางแดดก็ได้ ในการตากผ้าควรปฏิบัติดังนี้
1. ก่อนตากผ้าควรกลับผ้าเอาด้านในออกทุกชิ้น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของสีผ้าจากความร้อนของแสงแดด
2. ในกรณีซักผ้าด้วยมือให้บีบน้ำออกจากผ้าก่อนตากแทนการบิด เพราะว่าการบีบน้ำออกจากผ้าจะทำให้ผ้าไม่ยับมากและเส้นใยไม่เสื่อมสภาพ

การรีดผ้า
การ รีดผ้าเป็นการทำผ้าให้เรียบโดยใช้ความร้อนจากเตารีด โดยทั่วไป มี ๒ วิธี คือ การรีดทับ ซึ่งเป็นวิธีการรีดโดยใช้เตารีดยกทับผ้าที่ละส่วน วิธีการนี้จะทำให้ผ้าเรียบ เหมาะสำหรับผ้าที่พิถีพิถันและเสียรูปทรงได้ง่าย ส่วนวิธีไถ เป็นวิธีรีดผ้าโดยใช้มือไถไปมาส่วนบริเวณที่ต้องการรีด วิธีนี้จะทำให้รีดได้รวดเร็ว ถ้ารีดด้วยไฟแรงหรือรีดแรงๆ พื้นผิวของผ้าอาจเสียหายหรือเกิดรอยตำหนิได้ หรือทำให้ผ้าเป็นมันเฉพาะส่วนที่เป็นรอยพับ เช่น ปลายแขน ชายกระโปรง เป็นต้น การรีดผ้าให้เรียบและมีอายุการใช้งานยาวนาน ควรยึดหลักการดังนี้
๑. ในการรีดผ้า ควรรีดผ้าที่มีความชื้น ซึ่งจะทำให้ผ้าที่เรียบกว่าการรีดผ้าแห้ง เพราะว่าความชื้นจะทำให้เส้นใยอ่อนตัว เมื่อถูกความร้อนจึงทำให้ผ้าเรียบ
๒. เตรียมผ้าให้พร้อม เสื้อผ้าใดที่ต้องพรมน้ำก่อนการรีดให้พรมน้ำและม้วนไว้ เพื่อจะได้สะดวกในการรีด และไม่เสียเวลาขณะการรีดผ้า
๓. เตรียมอุปกรณ์ในการรีดผ้าให้พร้อม เช่น ไม้แขวนสำหรับแขวนเสื้อที่รีดแล้ว ที่รองแขนเสื้อ กระบอกฉีดน้ำ สเปรย์เพิ่มความแข็งของผ้าเป็นต้น
๔. เมื่อเสียบเตาไฟฟ้าใหม่ๆ อุณหภูมิเตรีดยังไม่ร้อนมาก เราสามารถรีดผ้าบางๆ เช่น ผ้าเช็ดหน้าก่อนได้ เป็นต้น
๕. อย่าวางเตารีดที่มีความร้อนทิ้งไว้บนผ้ารองรีด หรือบนเสื้อที่กำลังรีด เพราะจะทำให้ผ้าเกิดรอยไหม้ไ
๖. ก่อนการีดผ้าควรปรับอุณหภูมิให้เหมาะกับชนิดของผ้า เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าลินิน ซึ่งมีเนื้อหนาปานกลางให้รีดด้วยความร้อนปานกลาง หรือผ้าใยสังเคราะห์ควรรีดด้วยความร้อนต่ำ เป็นต้น
๗. ในการรีดผ้าสีควรรีดด้านใน เพื่อป้องกันสีซีดหรือเก่าเร็ว ผ้าชนิดใดที่รีดด้านในแล้วผ้านั้นเรียบถึงด้านนอกก็ควรรีดด้านใน เพราะจะทำให้เนื้อผ้าไม่สึกหรอ สีผ้าไม่ซีดเร็ว ผ้าบางชนิดเมื่อรีดด้านนอกบ่อยๆความร้อนจากเตารีดจะทำให้เกิดความมันเป็นแนว ตามรอยตะเข็บ มองดูแล้วไม่สวยงาม
๘. ก่อนการรีดผ้าขนสัตว์ ผ้าสักราด หรือเสื้อที่ทำด้วยไหมพรม ควรใช้ผ้าขาวปิดทับ เช่น ผ้ามัสลิน ผ้าสาลู ถ้าใช้เตาไฟฟ้าแบบธรรมดาที่ไม่ใช้เตารีดไอน้ำ ให้ชุบผ้าขาวที่บิดหมาดปิดทับด้านบนแล้วใช้เตารีดที่มีควมร้อนรีดโดยวิธีกด ทับ ถ้ารีดโดยวิธีไถไปมาจะทำให้ผ้าเสียรูปทรง แต่ถ้าเป็นเตารีดไอน้ำให้ใช้ผ้าขาวปิดทับโดยไม่ต้องชุบน้ำ และเมื่อทำการรีดให้พ่นไอน้ำผ่านน้ำจะทำให้ผ้าเรียบโดยไม่ต้องชุบน้ำ
๙. เมื่อรีดผ้า ควรรีดส่วนปรกอบทีละส่วนตามลำดับ ดังนี้
- เมื่อรีดผ้า ควรรีดปก รีดตะเข็บ รีดตัว เสื้อด้านหน้า เสื้อด้านหลัง และแขนเสื้อ
- การรีดกางเกง ควรรีดขอบเอว กระเป๋าขา และตัวด้านหน้าและหลัง
- การรีดกระโปรง ควรรีดซับใน ขอบตะเข็บ และตัวระโปรงด้านหน้าและด้านหลัง
๑๐.รีดผ้าครั้งเดียวหลายชิ้นหรือรีดครั้งละมากๆจะช่วยประหยัดกระแสไฟฟ้ามากกว่าการรีดครั้งละตัวหรือน้อยชิ้น
๑๑. ถอดปลั๊กเตารีดเมื่อเสร็จแล้วทุกครั้ง โดยหลังจากถอดปลั๊กซึ่งเตารีดยังมีความร้อนอยู่ควรรีดผ้าที่ไม่ต้องการความ ประณีตมากนัก และสามารถรีดได้ประมาณ ๑-๒ ตัว เช่น ผ้าใส่อยู่กับบ้าน ชุดนอน เสื้อเด็กอ่อน เป็นต้น
๑.)การรีดผ้าด้วยเตารีดไฟฟ้าธรรมดา เตารีดไฟฟ้าธรรมดาเป็นเตารีดไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วไปราคาไม่แพง วิธีการรีดด้วยเตาไฟฟ้าธรรมดาที่รีดโดยการพรมน้ำและม้วนไว้ เพื่อให้ผ้าชื้นและรีดให้เรียบได้ง่าย
๒.)การรีดผ้าด้วยเตารีดไฟฟ้าแบบ พ่นไอน้ำ เตารีดไฟฟ้าแบบพ่นไอน้ำ เป็นเตารีดสมัยใหม่มีขายอยู่ทั่วไป แต่มีราคาแพงกว่าเตารีดไฟฟ้าแบบธรรมดา บางชนิดเมื่อต้องการรีดผ้าสามารถกดปุ่ม และมีไอน้ำพุ่งออกมาขณะรีดทำให้ผ้าเรียบ เตารีดไอน้ำบางยี่ห้อพัฒนาก้าวไกล สามารถรีดผ้าด้านเดียว แต่ผ้าเรียบทั้ง ๒ ด้าน เพราะไอน้ำที่พ่นจากเตาผ่านไปถึงผ้าชั้นล่างและผ่านลงไปยังที่รองรีด ซึ่งเป็นตะแกรงเหล็กไอน้ำสามารถผ่านได้เตารีดชนิดนี้นับว่าเป็นเตารีดที่มี ประสิทธิภาพที่ดีมาก นอกจากนั้น ยังมีเตารีดไอน้ำบางชนิด สามารถพ่นไอน้ำสู่ผ้าที่แขวนไว้ให้เรียบได้ วึ่งนิยมใช้กันตามร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปเหมาะสำหรับรีดผ้าที่ยับจากการ แขวน